เนื้องอกในมดลูก ความเสี่ยงสำหรับผู้หญิง
เนื้องอกในมดลูก ความเสี่ยงสำหรับผู้หญิง (Lisa)
50% ของผู้หญิงไม่รู้ว่าตัวเองมีเนื้องอกที่มดลูก ถ้าเนื้องอกโตขึ้นก็จะไปเบียดอวัยวะใกล้เคียง บางคนอาจปวดท้องขณะมีประจำเดือนหรืออาจไม่มีอาการก็ได้
ดังนั้น นพ.วิสิทธิ์ สุภัครพงษ์กุล กลุ่มงานสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลราชวิถี จึงได้ตอบข้อข้องใจเกี่ยวกับเรื่องนี้
ลักษณะของซีสต์ หรือ เนื้องอกในมดลูกเป็นอย่างไร
ในมดลูกจะไม่ค่อยมีซีสต์ เพราะองค์ประกอบส่วนใหญ่ของมดลูกเป็นกล้ามเนื้อ ซีสต์มีองค์ประกอบเป็นของเหลว และมักเกิดในอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น รังไข่ ท่อรังไข่ หรือปากมดลูก ที่ผิดปกติในมดลูกมักเป็นเนื้องอกมากกว่า
ทั้งนี้ เนื้องอกของมดลูกมีชนิดธรรมดา และชนิดที่เป็นมะเร็ง โดยเนื้องอกส่วนใหญ่เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อของมดลูก ที่นี้เรามักพบเจอเนื้องอกธรมดาทั่วไปมากกว่า
ซึ่งก็มีเนื้องอก 2 แบบใหญ่ ๆ คือ เกิดจากกล้ามเนื้อโดยตรง หรือเกิดจากมีเนื้ออย่างอื่น (เช่น เนื้อเมนส์) แทรกเข้าไปในกล้ามเนื้อ แล้วทำให้มันโตขึ้นมา โดยอาจโตแบบกระจาย โตทั้งลูกเท่า ๆ กัน หรือแทรกแบบจุด ๆ แล้วจึงรวมกันเป็นก้อน อาจปูดด้านซ๊าย ด้านขวา ด้านบน หรือด้านล่างของมดลูก เป็นต้น
หรืออีกชนิดหนึ่ง คือ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่แทรกเข้ามาในมดลูก หรือมีหลายเม็ดเกาะกันเป็นกลุ่มจนใหญ่ขึ้น ชนิดนี้เป็นเนื้องอกชนิดเยื่อบุมดลูกแทรกเข้ามาคือ
งอกผิดที่
อาการที่บ่งบอกว่ามีเนื้องอกในมดลูก
อาการของเนื้องอกในมดลูกก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้องอก คือ ถ้ามันโตขึ้นมา เช่น โตเหมือนคนท้องสามเดือนก็จะคลำได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าใหญ่ไม่มากก็อาจคลำไม่พบและไม่มีอาการ แต่ถ้าเนื้องอกเข้าไปในโพรงมดลูกก็จะมีปัญหา คือ ประจำเดือนมามากผิดปกติ อาจปวดท้องหรือไม่ปวดก็ได้ การปวดของเนื้องอกส่วนใหญ่ชนิดที่ไมโอมา (Myoma) จะปวดก็ต่อเมื่อมีความเปลี่ยนแปลงในเนื้องอกซึ่งพบบ่อยคือ
1.เริ่มมีการย่อยสลายตัว เพราะมีขนาดใหญ่มาก เลือดไปเลี้ยงไม่พอจึงทำให้เนื้องอกขาดเลือด ก็จะเริ่มปวด
2.เนื้องอกกดเบียดอวัยวะอื่น เช่น กดกระเพาะปัสสาวะ กดลำไส้ใหญ่ที่อยู่ข้าง ๆ ก็จะทำให้เกิดการปวดแบบหน่วง ๆ เหมือนมีก้อนหนัก ๆ ในท้อง
และทำให้ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก หรือประจำเดือนมามาก บางคนไม่รู้สาเหตุก็ไปรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะเนื้องอกไปกดทับท่อปัสสาวะ จึงทำให้จุได้น้อยลง แล้วก็เกิดการอักเสบได้ง่าน เนื่องจากมีเชื้อโรคคั่งอยู่ เป็น ๆ หาย ๆ เพราะไม่ได้รับการรักษาที่ต้นคอ คือ 50% ของผู้ที่มีเนื้องอกในมดลูกไม่มีอาการ มักตรวจพบเวลาตรวจภายใน หรืออัลตราซาวนด์
ถ้าไม่ได้อัลตราซาวนด์ แต่ตรวจภายในจะเจอไหม
ขึ้นอยู่กับขนาดและขึ้นอยู่กับสุภาพสตรีเท่านั้น คือ คนโสดจะไม่ค่อยไปตรวจภายใน จึงทำให้ได้ข้อมูลน้อย ดังนั้น ควรทำประกอบกันสองอย่าง หรือหากจำเป็นก็ทำอัลตราซาวนด์อย่างเดียว
แพทย์วินิจฉัยคนไข้อย่างไร ว่าเป็นเนื้องอกในมดลูก
ถ้าเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา ประมาณ 50% ของผู้มีเนื้องอกในมดลูกจะไม่มีอาการ หรือบางคนมีประจำเดือนมามากผิดปกติ หรือเนื้องอกไปกดอวัยวะอื่น ๆ ซึ่งแต่ละคนอาจมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แพทย์จะวินิจฉัยโดยการตรวจภายในและอัลตราซาวนด์
วิธีรักษาเนื้องอก ต้องมีการพิจารณาอย่างไร
พิจารณาจากอายุ ความต้องการมีบุตร และความต้องการของผู้ป่วยเป็นหลัก แล้วก็พิจารณาจากตัวโรค ที่สำคัญคือ ต้องดูอาการ ขนาด และอัตราการโตของเนื้องอก หรือพิจารณาจากอายุ เช่น วัย 45 ปีขึ้นไป
ตรวจพบเนื้องอกโดยดูจากตัวโรค แล้วจำเป็นต้องผ่าตัด แพทย์มักแนะนำให้ตัดมดลูก เพราะการรักษาแบบไม่ตัดมดลูกทิ้ง ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะมีเนื้องอกหลงเหลืออยู่
นอกจากนี้ แพทย์บางคนจะแนะนำให้ตัดรังไข่ด้วย เพื่อป้องกันมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการเป็นมะเร็งรังไข่อันตรายมากถึงขั้นเสียชีวิต แต่ข้อเสียก็คือ ทำให้เข้าสู่วัยทองเร็ว หงุดหงิด ไม่สบาย กระดูกพรุนเร็วขึ้น และอาจต้องใช้ฮอร์โมนทดแทน ฉะนั้นการตัดรังไข่ออก ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ในกรณีที่ปกติ แต่ถ้าผ่ามดลูกแล้ว เจอรังไข่เป็นซีสต์ หรืออื่น ๆ ก็ควรเอาออกไปด้วย
แล้วถ้าหากผู้หญิงต้องการมีบุตรล่ะ
กรณีที่ต้องการมีบุตรก็ตัดเฉพาะเนื้องอกออกได้ คือ ในคนอายุ 35 ปี ก็ต้องดูขนาดของเนื้องอกในการปล่อยให้ตั้งครรภ์ได้ แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงขณะที่ตั้งครรภ์ โดยเฉพาะเมื่อเนื้องอกมีขนาด 5-6 ซม. เพราะอาจแท้งง่าย หรือคลอดยาก เนื่องจากมดลูกไปขวาง ซึ่งอาจต้องผ่าตัดคลอด หรืออาจคลอดก่อนกำหนด เพราะเนื้องอกอาจไปกระตุ้น เบียดพื้นที่มดลูกจากทารกอยู่ไม่ได้ คือ ต้องดูองค์ประกอบหลายอย่างในการมีลูก โดยเฉพาะตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก ถ้าเนื้องอกมีขนาด 1 ซม.มีประจำเดือนมาก ปวดท้องมากเวลามีประจำเดือนก็อาจกินยา
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ยารักษาเนื้องงอกช่วยได้แค่ชะลอ เป็นยาที่ประกอบด้วยโปรเจสเตอโรน ซึ่งมีในรูปยาฉีดหรือกิน หรืออีกแบบหนึ่งคือ จำลองวัยทอง แต่ถ้าหยุดยาก้อนเนื้องอกก็จะโตได้อีก ถ้าเนื้องอกมีขนาดเล็กประมาณ 2-3 ซม. ก็ต้องตรวจทุก 6 เดือน หรือปีละครั้ง ถ้ามีขนาดเล็ก และไม่มีอาการก็ไม่ต้องทำอะไรกับมัน
อะไรเป็นสาเหตุให้เนื้องอกในมดลูกโตขึ้น
องค์ประกอบที่ทำให้เนื้องอกโต ส่วนใหญ่เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจน คือ บางคนอาจมีฮอร์โมนปกติ แต่เนื้อมดลูกมีความไวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรืออาจเกิดจากฮอร์โมน หรืออาหารที่มีองค์ประกอบเปลี่ยนแปลงให้เกิดเอสโตรเจนมากขึ้น เช่น อาหารแคลอรีสูง (ฟาสต์ฟู้ด) น้ำอัดลมที่มีน้ำตาลสูง
เนื้องอกทำให้เป็นมะเร็งรังไข่ได้ไหม
ส่วนใหญ่ตัวมดลูกเองจะไม่กระตุ้นที่รังไข่ แต่ถ้าเป็นมะเร็งที่มดลูก ก็อาจลามไปที่รังไข่ได้ เนื่องจากฮอร์โมนจากรังไข่ส่งมาถึงตัวมดลูก ทำให้มันทำงานผิดปกติ แต่ถ้าปราศจากรังไข่ มดลูกก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย คือ มดลูกจะเหี่ยว ฉะนั้นการตัดมดลูกออก เก็บรังไข่ไว้ ก็ยังมีการสร้างฮอร์โมนต่อไป ผิวหนังของคนเราก็จะไม่เหี่ยว
เนื้องอกในมดลูกอันตรายแค่ไหน
อัตราการโตขึ้นของเนื้องอกก็สำคัญ เพราะเป็นตัวบ่งชี้มะเร็ง โดยทั่วไปเนื้องอกจะมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งน้อย คือ ประมาณ 1% แต่ถ้าโตเร็วและมีเลือดออกมาผิดปกติก็อย่านิ่งนอนใจ ดังนั้น ถ้ารู้ตัวว่ามีเนื้องอกก็อย่ารอให้มีอาการ ควรไปพบแพทย์ตรวจเป็นระยะ เพื่อดูว่าโตขึ้นหรือไม่ เพราะเนื้องอกก็อาจกลายได้ อาจการที่กลายเป็นมะเร็งคือ ก้อนเนื้อโตเร็วผิดปกติ
ข้อแนะนำจาก นพ.วิสิทธิ์ สุภัครพงษ์กุล
ปัจจุบันมีหลายโรคและหลายภาวะที่ไม่มีอาการแสดงออก ฉะนั้น การตรวจภายในปีละครั้งก็จะช่วยลดความเสี่ยงของโรค หากรอให้มีอาการก็จะก่อให้เกิดผลเสียหลายประการ แม้ว่าการตรวจจะไม่ได้การันตีว่า ไม่ได้เป็นอะไร แต่อย่างน้อยก็จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดอันตรายใหญ่ ๆ ได้
ที่สำคัญคือ เรื่องใหญ่ก็อาจกลายเป็นเรื่องเล็ก หรือเรื่องเล็กก็จะบรรเทาลงได้ หากรู้ว่าตัวเราเองมีภาวะผิดปกติ บางครั้งก็เป็นเรื่องดี โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องที่สามารถช่วยให้เราเตรียมการป้องกัน หรือรักษาก่อนที่โรคจะลุกลาม
Tips การดูแลรักษาตัวเอง
การป้องกันไม่ให้เกิดเนื้องอกนั้นเป็นไปได้ยาก แต่การใช้ชีวิตมีส่วนทำให้เนื้องอกโตเร็วขึ้น วิธีป้องกันก็คือ
ไม่กินฮอร์โมน หากคุณต้องกินฮอร์โมนก็ควรถามสูตินรีแพทย์ว่า มีวิธีอื่นไหม หรือมียาอื่นทดแทนฮอร์โมนได้ไหม
กินเนื้อสัตว์ให้น้อยลง (กินสัปดาห์ละครั้งก็พอ) เพราะเนื้อสัตว์และไส้กรอกมีฮอร์โมนและสารพิษตกค้าง ซึ่งจะสะสมในร่างกายนานวันเข้าก็จะก่อให้เกิดเนื้องอกขึ้นมา
ลดอาหารประเภทโปรตีนและไขมัน เพราะผู้เชี่ยวชาญคาดว่า การลดอาหารทั้งสองประเภทดังกล่าว จะช่วยยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกได้ หากคุณต้องการไดเอ็ต หรือเข้มงวดกับอาหารก็ควรปรึกษาแพทย์
ออกกำลังกาย ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่า การเกิดเนื้องอกในมดลูก และ Endometriosis ก็เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดลมไม่ดี ซึ่งแพทย์แผนจีนมีความเห็นว่า การไหลเวียนของพลังชิมีปัญหาที่อุ้งเชิงกราน แต่การออกกำลังกายสามารถช่วยได้ เช่น การฝึกชี่กง โยคะ หรือยิมนาสติกบริหารอุ้งเชิงกราน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ปล. ต้องขออนุญาตินำเอาข้อมูลเชิงวิชาการของ LISA มาเผยแพร่ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่คนทั่วไป
ขอยืนยันว่าข้อมูลทั้งหมดนี้ ผมได้ COPY เพื่อนำมาเผยแพร่เท่านั้น จึงขอขอบคุณเจ้าของบทความ
นี้มา ณ ที่นี้ด้วยครับ
ณัฐจิ